อำแดงอยู่ ทรมาชู้ของชู้ตน จนถึงแก่ความตาย
“อีอยู่” ผู้ใช้ทาสบำบัดความใคร่ ร.๕
กำชับให้พิจารณาคดีหึงอำมหิตวิตถารของนาง!
เรื่องราวของ “อีอยู่” เป็นเรื่องอื้อฉาวในสมัยรัชกาลที่ ๕
เพราะอีอยู่ไม่ใช่ผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา แต่มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงเมียคุณพระ
ทั้งยังเป็นเมียพระราชทาน แต่คุณนายอยู่กลับใช้ทาสผิดงาน
ให้มีหน้าที่บำบัดความใคร่แทนคุณพระ และยังมีอารมณ์หึงหวงอย่างรุนแรง
ก่อกรรมอำมหิตอย่างวิตถาร
ความจริงพฤติกรรมบัดสีของอีอยู่เป็นเรื่องส่วนตัวแค่นินทากันภายในบ้าน
แต่ราคะและความแค้นของอำแดงอยู่รุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่
แม้ลูกขุนจะพิจารณาโทษไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ยังรับสั่งให้คณะลูกขุนตื่นจากหลับ พิจารณาคำตัดสินกันใหม่อีกครั้ง
อำแดงอยู่ เป็นบุตรของ จีนเอี่ยม กับ อำแดงพุ่ม
ซึ่งทั้งแม่และยายเป็นชาวเครื่องเสวยในพระบรมมหาราชวัง
อำแดงอยู่จึงได้รับการถ่ายทอดวิชาทำเครื่องเสวยคาวหวาน
พอโตเป็นสาวได้เข้าเป็นชาวเครื่องด้วยในสังกัดท้าวพิพัฒโอชา พออายุ ๑๗
ก็พบรักอยู่กินกับหม่อมราชวงศ์สริ แต่ชีวิตผัวเมียไม่ราบรื่น อยู่กันได้ ๒
ปีเศษเกิดทะเลาะกันรุนแรง อำแดงอยู่เลยหนีไปอยู่กับนายเก่าในพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาอำแดงอยู่ได้พบรักใหม่กับหลวงแผลงสท้าน
ซึ่งได้ทูลขออำแดงอยู่เป็นภรรยาต่อสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีในรัชกาลที่ ๔
ซึ่งสมเด็จฯก็ทรงพระราชทานให้ตามปรารถนา
หลวงแผลงสท้านจึงพาเมียไปอยู่บ้านที่ริมคลองคูเมือง ใกล้โรงไหม
ย่านพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป ในปัจจุบัน
ชีวิตคู่ของอำแดงอยู่ครั้งใหม่ราบรื่นด้วยดี
อยู่กินกันมาถึง ๒๐ ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน ๓ คน เป็นชายสองหญิงหนึ่ง
แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์ทั้งหมด
ต่อมาหลวงแผลงสท้านได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น
พระบรรฤาสิงหนาท มีตำแหน่งกำกับพนักงานห้องเครื่องเสวยวังหน้า อำแดงอยู่จึงมีฐานะเป็นคุณนาย
มีข้าทาสหญิงชายหลายคน แต่ชีวิตกลับเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงา ลูกเต้าก็ไม่เหลือ
ทั้งคุณพระก็มีงานราชการงานมาก คุณนายอยู่จึงหันเข้าดับทุกข์ด้วยเหล้า
เลยไปกระตุ้นให้ราคะตัณหาในวัยเพิ่งขึ้นเลข ๔ ลุกโชนขึ้นมา คุณนายอยู่เห็นว่า
อ้ายไฮ้ ทาสในเรือนเบี้ยหน่วยก้านมันเข้าท่ากว่าใคร
เลยหมดยางอายใช้อ้ายไฮ้ให้ช่วยบำบัดความใคร่เป็นประจำ
คุณนายอยู่ลอบทำชู้กับอ้ายไฮ้ถึง ๒ ปีกว่า
ความก็ไม่แพร่งพราย คุณนายอยู่กำชับข้าทาสให้ปิดปากได้สนิท
คุณพระซึ่งไปทำงานในวังหน้าเพียงข้ามคลองไปจากบ้าน จึงไม่ระแคะระคายเรื่องนี้เลย
ต่อมาอ้ายไฮ้ซึ่งยังไม่อิ่มในรสสวาทของคุณนาย
ก็ลอบทำชู้กับ อีเกลี้ยง ทาสในเรือนเดียวกันอีก หลังจากนั้น ๓ เดือนเศษ
คุณพระก็ได้มาเห็นความลับที่เมียปิดสนิทเข้าเต็มตา
ในเดือน ๘ ขึ้น ๕ ค่ำ พ.ศ.๒๔๒๔
พระบรรฤาสิงหนาทออกไปกำกับทำเครื่องเสวยแต่เช้าตรู่ตามปกติ แต่พอคล้อยหลังคุณพระ
คุณนายอยู่ก็เรียกอ้ายไฮ้เข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลั่นกลอน
จากสำนวนไต่สวนของตระลาการกล่าวว่า
“อ้ายไฮ้กับอำแดงอยู่นอนพูดจาหยอกล้อกันอยู่ในห้องเรือนได้ครู่หนึ่ง...ยังหาทันชำเรากันไม่...”
ทันใดคุณพระบรรฤาฯก็กลับมา
เมื่อเปิดประตูห้องไม่ออกก็แหวกฝาเรือนดู เห็นเมียกับอ้ายไฮ้นอนอยู่ด้วยกัน
จึงตะโกนด่าด้วยความโกรธ เมื่อรู้ว่าความแตก อำแดงอยู่เลยจำต้องยอมเปิดประตูออกมา
สำนวนไต่สวนกล่าวว่า
“...พระบรรฤาสิงหนาทเข้าไปในห้องได้แล้ว
เอาไม้คันร่มฝรั่งตีอำแดงอยู่ทีหนึ่ง จึ่งจับตัวอ้ายไฮ้ลงไปที่พื้นดิน
แล้วให้อ้ายเทืองยึดมือ อ้ายถึกยึดเท้าอ้ายไฮ้นอนคว่ำลงที่พื้นดินน่าบันไดเรือน
แล้วให้อ้ายเอี่ยมเอาหวายโบยหลังอ้ายไฮ้ ๕๐ ที
ให้อ้ายถึกเอาตรวนเอาโซ่จำล่ามอ้ายไฮ้ไว้ที่ครัวไฟได้ ๕ วัน...”
การกระทำของคุณนายอยู่กับอ้ายไฮ้เป็นเรื่องบัดสี
น่าอับอาย เสื่อมเสียเกียรติยศ แต่จากการไต่สวนไม่ปรากฏว่าคุณพระลงโทษเมียมากไปกว่า
“ใช้ไม้คันร่มฝรั่งตีอำแดงอยู่ทีหนึ่ง” คงจะรักและเห็นใจเมียมาก
แต่อำแดงอยู่แทนที่จะสำนึกในความผิดอันน่าละอาย
กลับคุมแค้นว่าต้องมีคนเอาความลับไปรายงานคุณพระแน่
และคนที่ต้องสงสัยมากกว่าใครก็คือ อีเกลี้ยง ที่ระแคะระคายว่าแอบไปทำชู้กับอ้ายไฮ้ด้วย
พอกินเหล้าเมาได้ที่แล้ว คุณนายอยู่จึงเรียกอีเกลี้ยงมาชี้หน้าตะคอกถาม
“มึงเอาความไปฟ้องคุณพระหรือ
ว่ากูเป็นชู้กับอ้ายไฮ้...”
อีเกลี้ยงไม่ยอมรับ
คุณนายอยู่คาดคั้นจนฤทธิ์โมโหพลุ่ง คว้าได้ดุ้นฟืนไม้แสม หวดกระหน่ำไป ๑๐ กว่าที ด้วยความแค้นที่ถูกตีจนน่วม
คืนนั้นอีเกลี้ยงก็ย่องไประเบียงครัวที่อ้ายไฮ้ถูกล่ามโซ่อยู่
จับของลับอ้ายไฮ้ตัวการที่ก่อเรื่อง แล้วบีบจนอ้ายไฮ้ตกใจตื่น
รุ่งเช้าอ้ายไฮ้ก็อ้อนคุณนายว่าอีเกลี้ยงทำร้ายของสงวน
อีเกลี้ยงเลยถูกคุณนายเรียกไปสอบอีก ครั้งนี้อีเกลี้ยงปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายของที่คุณนายใช้ร่วมอยู่
แต่เปิดเผยว่าอ้ายไฮ้ก็ทำชู้กับตัวอยู่เหมือนกัน
เท่านั้นเอง
โทสะของคุณนายอยู่ก็พลุ่งขึ้นมาด้วยความหึง
เรียกทาสที่ชื่ออ้ายฮานให้เอาตรวนมาล่ามอีเกลี้ยงไว้ แล้วหวดด้วยดุ้นไม้ไผ่ไป ๔-๕
ที พออารมณ์พลุ่งขึ้นมาก็เวียนมาตีอีเกลี้ยงซ้ำเช่นนั้นอยู่หลายรอบ
หลังจากนั้นสำนวนไต่สวนได้บันทึกว่า
“...ครั้น ณ
วันเดือนเก้า ขึ้นสี่ค่ำ ปีมะเส็งตรีศก เวลาเช้าประมาณโมงเศษ
พระบรรฤาสิงหนาทเข้าไปรับราชการในพระราชวังบวรฯ
อำแดงอยู่ไขกุญแจที่ข้อเท้าอีเกลี้ยงเอาตัวอีเกลี้ยงมาที่ชานเรือน
อำแดงอยู่เมาสุราเอาไม้แสมรอนตีอีเกลี้ยงประมาณ ๕ ที ๖ ที
ในวันเดียวนั้นเวลาบ่ายโมงเศษ อำแดงอยู่ใช้อีเกลี้ยงหุงข้าวอยู่ในครัวไฟ
อำแดงอยู่ตามอีเกลี้ยงเข้าไปในครัวไฟ อำแดงอยู่เห็นอีเกลี้ยงนั่งยองๆหุงข้าวอยู่
อำแดงอยู่เอาเท้าถีบอีเกลี้ยงล้มนอนตะแคงลง อำแดงอยู่กระชากผ้านุ่งอีเกลี้ยงออก
แล้วอำแดงอยู่เอาไม้แสมที่เตาหุงข้าวที่ติดไฟอยู่นั้น ตำที่ทวารเบาอีเกลี้ยง ๒ ที
๓ ที...”
แค่นั้นยังไม่สะใจ พอตอนเย็นสี่โมงเศษ
คุณนายอยู่กินเหล้ากินข้าวแล้วออกมาจากห้อง
เห็นอีเกลี้ยงนั่งอยู่ที่ชานเรือนคนเดียว ความแค้นก็ลุกโชนขึ้นมาอีก
จึงเรียกอ้ายฮาน อ้ายสด อีเทียน
ทาสชายหญิงมาช่วยกันยึดมือของอีเกลี้ยงไว้คนละข้างให้นอนหงาย
อีเกลี้ยงโดนฟืนติดไฟแดงทิ่มมาแล้วก็กลัวจนตัวสั่น
คุณนายอยู่ก็ให้อีเทียนนั่งทับขาไว้ แล้วจะดึงผ้านุ่งอีเกลี้ยงออก
อีเกลี้ยงก็ดิ้นสุดชีวิต
คุณนายอยู่ให้อ้ายฮานหยิบดุ้นฟืนแสมมาส่งให้ เงื้อขึ้นจะตี
อีเกลี้ยงกลัวเลยยอมให้แก้ผ้า คุณนายอยู่ดึงผ้านุ่งของอีเกลี้ยงออกส่งให้อ้ายฮาน
อ้ายฮานก็โยนลงใต้ถุน ถึงตอนนี้คำไต่สวนระบุว่า
“...อำแดงอยู่ให้อ้ายฮานหยิบไม้ขีดไฟในครัวไฟมาส่งให้อำแดงอยู่
ๆก็ขีดไฟเผาขนที่ลับอีเกลี้ยง สิ้นไม้ขีดไฟประมาณ ๘ อัน ๙ อัน
แล้วให้อ้ายฮานเอาโซ่ล่ามเท้าอีเกลี้ยงไว้ได้ ๒ วัน...”
ต่อมาอำแดงติ้น
มารดาเลี้ยงของอีเกลี้ยงมาเยี่ยมลูกที่บ้านพระบรรฤาฯ
พบอีเกลี้ยงถูกล่ามโซ่และถูกคุณนายอยู่เอาดุ้นแสมตีหัว ตีหน้า
ตีหลังจนมีแผลบวมช้ำอยู่หลายแห่ง จึงถามว่าอีเกลี้ยงทำผิดอะไร คุณนายอยู่ตอบว่าไม่ใช่เรื่องของแก
อำแดงติ้นยังถามอีกว่า ต้องการเงินค่าตัวของอีเกลี้ยงหรือ จะได้หาเงินมาให้
คุณนายอยู่ก็ว่าไม่ต้องการเงิน อำแดงติ้นก็เลยเอาความไปฟ้องพระบรรฤาฯที่วังหน้า
พระบรรฤาฯกำลังติดงานอยู่เลยบอกให้อำแดงติ้นไปก่อน เดี๋ยวจะตามไปชำระความให้
แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว คำไต่สวนบันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นไว้ว่า
“...ครั้น ณ
วันจันทร์ เดือนเก้า ขึ้นหกค่ำ ปีมะเส็งตรีศก เวลาเช้า ๒โมงเศษ
อำแดงอยู่ให้อีเกลี้ยงลงไปอาบน้ำที่หว่างพื้นดินหน้าบันใดชานเรือน
อีเกลี้ยงเดินลงไปถึงบันได อำแดงอยู่เอาเท้าถีบอีเกลี้ยงพลัดตกบันไดลงไปถูกศิลาปูพื้นดินหน้าบันได
หน้าคว่ำลงกับศิลา แขนซ้ายอีเกลี้ยงหัก
ทันใดนั้นอำแดงอยู่ให้อ้ายฮานกับอ้ายสดอีเทียน
จับข้อมือซ้ายขวาอีเกลี้ยงฉุดลากขึ้นไปบนชานเรือน พอเวลาเช้าประมาณ ๓ โมงเศษ
อีเกลี้ยงทาสค่าตัวเงินสามชั่ง อายุ ๕๗ ปี ทนเจ็บบาดแผลมิได้ขาดใจตาย.....”
คุณนายอยู่ผู้อำมหิตเกินมนุษย์
พอรู้ว่าอีเกลี้ยงตาย ก็กำชับข้าทาสทุกคนให้ปิดเรื่องเป็นความลับ แล้วสั่งอ้ายอัด
อ้ายถึก อีแซม ผ่าไม้ไผ่ทำเฝือกห่อศพอีเกลี้ยงใส่เรือพายไว้ใต้ถุนเรือน
ให้อ้ายฮานไปบอกพระบรรฤาฯในวังหน้าว่าอีเกลี้ยงเป็นไข้ปัจจุบันตาย พระบรรฤาฯก็รีบกลับบ้าน
แล้วให้อีบัวไปตามอ้ายเอี่ยม อ้ายเทือง อ้ายลา อ้ายเยื้อที่คลองสวนหมูมา
ให้ทาสทั้ง ๔ นี้เอาศพอีเกลี้ยงไปจัดการฝัง
สั่งความเสร็จก็กลับไปทำงานต่อโดยไม่ได้เห็นสภาพศพอีเกลี้ยงว่าตายแบบไหน
ทาสทั้ง ๔ พายเรือเอาศพอีเกลี้ยงไปที่วัดสังเวชฯ
ปากคลองบางลำพู บอกกับสัปเหร่อว่าศพเป็นโรคปัจจุบันตาย สัปเหร่อจะขอแก้ศพดูก่อนฝัง
อ้ายเอี่ยมก็อึกอักไม่ยอมให้แก้เฝือก บอกว่าอีคนตายเป็นญวนเข้ารีต
แก้เฝือกดูศพไม่ได้ สัปเหร่อก็ว่า ถ้าไม่ให้ดูศพก่อนก็ฝังให้ไม่ได้
ทาสทั้ง ๔ จึงต้องหามศพอีเกลี้ยงกลับลงเรือ พายข้ามแม่น้ำไปที่วัดดุสิดาราม
แต่ก็เจอปัญหาแบบเดียวกันอีก สัปเหร่อวัดนี้ก็ไม่ยอมฝังให้
ถ้าไม่ยอมแก้เฝือกให้ดูศพตามธรรมเนียม เลยต้องส่งอ้ายเยื้อข้ามฟากมาบอกพระบรรฤาฯ
ว่าสัปเหร่อจะขอแก้ดูศพก่อน คุณพระจึงส่งขุนวิเสศสังหาร ปลัดไปกับอ้ายเยื้อ
จัดการแก้ศพอีเกลี้ยงดู ก็พบว่ามีบาดแผลฟกช้ำหลายแห่ง
บางแห่งก็เป็นแผลใหม่ยังมีเลือดไหล สัปเหร่อเห็นว่าตายผิดปกติจึงไม่ยอมฝัง
ขุนวิเสศฯกับทาสทั้ง ๔ จึงจนปัญญาต้องทิ้งศพไว้ที่วัด
แล้วพายเรือกลับมารายงานพระบรรฤาฯ
นับตั้งแต่อ้ายเอี่ยมกับพวกหามศพอีเกลี้ยงขึ้นมาจากเรือ
แล้วไปตามสัปเหร่อให้มาช่วยฝัง แต่ตกลงกันไม่ได้ ต้องไปตามขุนวิเสศฯมาเจรจา
พฤติการณ์ต่างๆนี้ หาได้รอดพ้นสายตาของนายหนู พลเมืองดีซึ่งนั่งอยู่ที่วัดดุสิดฯ
และเห็นว่ามีอะไรผิดสังเกต จึงจับตาดูความเคลื่อนไหวตลอด
รุ่งขึ้นนายหนูได้นำความไปแจ้งกับขุนวารินสัญจร
นายตำรวจท้องที่ จึงได้มีการชันสูตรพลิกศพอีเกลี้ยง และพบว่า
มีบาดแผลที่กลางกระหม่อม ๆ ยุบโต ๒ นิ้ว แห่ง ๑ หน้าบวมช้ำดำเขียวเต็มหน้า
แห่ง ๑ หูข้างซ้ายช้ำบวมโลหิตไหลออกมาจากหูคราบโลหิตติดอยู่ แห่ง ๑ ต้นแขนริมศอกขวาบวมช้ำกระดูกหัก
แห่ง ๑ ต้นแขนซ้ายบวมช้ำกระดูกหัก แห่ง ๑ อกบวมช้ำ โตกลมนิ้วหนึ่ง แห่ง ๑ สะโพกข้างขวาบวมช้ำดำเขียวเต็มทั้งสะโพก
แห่ง ๑ เป็นรอยตีด้วยไม้ทั้ง ๗ แห่ง รวม ๙ แผล
เป็นรอยแค้นแรงหึงขอคุณนายอยู่ที่อำมหิตผิดมนุษย์
ทาสทุกคนในบ้านพระบรรฤาสิงหนาท
และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการนำศพไปฝัง ถูกเรียกตัวไปให้ตระลาการไต่สวนในศาล
โดยมีนายหนูพลเมืองดีเป็นโจทย์ ซึ่งทุกคนต่างก็ให้การไปตามความจริงที่รู้เห็น
ตระลาการเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีเหี้ยมโหดอำมหิต
ล่วงละเมิดพระราชอาญามีความผิดเป็นมหันตโทษ
จึงพิพากษาตัดสินให้ริบทรัพย์ข้าทาสชายหญิงของอีอยู่ทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน
เอาตัวไปเฆี่ยน ๓ ยก ๙๐ ทีแล้วเอาไปประหาร ให้คนทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างอย่าทำเช่นนี้
อ้ายไฮ้ ทาสอกตัญญู
ทำชู้กับเมียนายแล้วยังทำชู้กับทาสด้วยกัน จนเป็นต้นเหตุของเรื่อง
ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนเสีย ๓๐ ที แล้วส่งตัวไปให้พระบรรฤาสิงหนาทเอาไปใช้อีก
พระบรรฤาสิงหนาทรู้อยู่แล้วว่าอีอยู่ตีอีเกลี้ยงจนตาย
แต่ก็ปิดความไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงาน ให้เอาศพอีเกลี้ยงไปฝัง
จึงให้ปรับตามบรรดาศักดิ์ที่ถือศักดินา ๕๐๐ ไร่
เป็นเงินสิบเอ็ดตำลึงกึ่งสลึงเฟื้องหกร้อยสามสิบห้าเบี้ย เป็นพิไนยหลวง
ส่วนทาสทั้งหลายรวม ๑๒ คน
ที่รู้เรื่องนี้แล้วว่าอีเกลี้ยงตายเพราะอีอยู่ตี แต่ไม่นำความแจ้งพนักงาน
จึงให้เฆี่ยนคนละ ๓๐ ที แล้วให้พระบรรฤาสิงหนาทรับตัวกลับไปใช้ตามเดิม
แต่เมื่อนำคำตัดสินนี้ขึ้นกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระวิจารณ์ด้วยสุขุมปรีชาญาณ
ทรงเห็นว่าคำลูกขุนปรึกษากันนั้นยังบกพร่องอยู่หลายข้อ ปรึกษายังไม่สิ้นกระแสความ
จึงทรงพระมหากรุณาพระราชทานพระราชหัตถเลขาลงมาว่า
“ความซึ่งตระลาการคัดขึ้นให้ลูกขุนปรึกษา
แลคำลูกขุนปรึกษาฉบับนี้ เห็นว่ายังบกพร่องผิดเพี้ยนอยู่หลายข้อ
เหมือนหนึ่งข้อที่อีอยู่เอาไม้ติดเพลิงทิ่มทวารอีเกลี้ยง เป็นการเห็นชัดว่าจะทำตัวต่อตัวไม่ได้
ก็ไม่มีว่าผู้ใดเป็นผู้ยึดผู้ถือ มิได้วางโทษว่าหนักเบาประการใด ถ้ายังไม่พิจารณา
ต้องที่ให้ตระลาการพิจารณาเอาความข้อนี้เป็นต้น
แลข้ออื่นๆที่ยังมัวหมองขึ้นให้ชัดเจน
อีกประการหนึ่งลูกขุนปรึกษาว่าให้ริบราชบาทว์อีอยู่เป็นหลวงให้สิ้นเชิงข้อหนึ่ง
อีกข้อหนึ่งปรึกษาว่าให้เฆี่ยนอ้ายอีมีชื่อ ผู้เป็นทาสพระบรรฤาสิงหนาทแลอีอยู่
แล้วให้สังกัดมุนนายรับตัวไป
คำปรึกษาสองข้อนี้ลูกขุนจะเข้าใจว่าอ้ายอีมีชื่อเหล่านั้น
ทำสารกรมธรรมมีชื่ออีอยู่เป็นนายด้วยหรือไม่ ก็คเนใจลูกขุนไม่ถูก
ขอให้ลูกขุนตื่นขึ้นจากหลับตรวจตราปรึกษาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ให้ลูกขุนตระลาการทำการตามคำสั่งอย่าให้เนิ่นช้าอยู่ได้เป็นอันขาด...”
ตระลาการจึงต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง
ระบุคนที่ร่วมมือกับอีอยู่รวมทั้งทรัพย์สินของอีอยู่ ส่งให้ลูกขุนพิจารณาโทษใหม่
ซึ่งคำตัดสินอีอยู่และพระบรรฤาสิงหนาทก็ยังคงยืนตามเดิม
เพียงแต่แยกทรัพย์สินของอีอยู่กับพระบรรฤาฯออกจากกันเพื่อยึดเข้าหลวง
และเพิ่มโทษเฆี่ยนอ้ายไฮ้เป็น ๕๐ ที เพิ่มโทษอ้ายฮาน อ้ายสด
และอีเทียนที่ชวยกันจับอีเกลี้ยงให้อีอยู่เผาขนในที่ลับ เป็นเฆี่ยน ๒ ยก ๖๐
ทีแล้วเอาตัวไปจำคุก
เมื่อนำคำตัดสินใหม่ขึ้นกราบบังคมทูล
ทรงมีพระราชหัตถเลขาว่า การริบทรัพย์สมบัติทุกอย่างของอีอยู่เป็นของแผ่นดิน
เอาตัวไปเฆี่ยน ๓ ยก ๙๐ ที แล้วเอาไปประหารนั้นชอบแล้ว ให้เฆี่ยนอ้ายฮาน อ้ายสด
อีเทียน ผู้ช่วยอีอยู่ที่ทำกับอีเกลี้ยงจนตาย คนละ ๒ ยก ๖๐ ที แล้วเอาตัวไปจำไว้ ณ
คุก ก็ชอบแล้ว
แต่ที่ให้เฆี่ยนอ้ายลา อ้ายเยื้อ อ้ายอัด อ้ายถึก
อ้ายเอี่ยม อ้ายเทือง อีแซม อีบัว อีกวึง ผู้รู้เห็นไม่นำความมาแจ้ง คนละ ๓๐
ทีนั้น เห็นว่าอ้ายอีเหล่านี้เป็นทาสที่ต้องฟังคำสั่งนายเงิน
ทั้งยังเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าไม่ทันตั้งตัว จึงให้เฆี่ยนเฉพาะอ้ายเอี่ยม
อ้ายเทือง อ้ายลา อ้ายเยื้อ ที่สมรู้เอาศพไปฝังโดยไม่ยอมให้สัปเหร่อแก้ดู ส่วนอีก
๕ คนให้ภาคทัณฑ์ไว้
ส่วนอ้ายไฮ้นั้น มีความผิดฐานชู้สาว
แต่นายเงินก็ลงโทษเฆี่ยนตีไปแล้ว แม้จะเป็นต้นเหตุวิวาท
แต่ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการฆาตกรรมอีเกลี้ยง จึงโปรดให้ยกโทษอ้ายไฮ้เสีย
สำหรับพระบรรฤาสิงหนาท ที่ถูกลงโทษปรับเป็นเงิน
๑๑ ตำลึงกึ่งสลึงเฟื้อง ๖๓๐ เบี้ย ฐานที่รู้เรื่องอีอยู่แล้วไม่เอาความไปว่ากล่าว
ไม่มีใจเจ็บร้อนไปหานายอำเภอชันสูตรศพอีเกลี้ยง ให้คนเอาศพไปฝังปิดความไว้
ไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานตระลาการผู้ชำระความ ข้อนี้ทรงเห็นว่ายังอ่อนอยู่
เพราะการชั่วร้ายที่เกิดขึ้นเกิดบนเรือนพระบรรฤาฯ
ทั้งคนร้ายและผู้ตายก็ล้วนแต่เป็นภรรยาและทาสของพระบรรฤาฯทั้งสิ้น
เป็นหน้าที่ของพระบรรฤาฯที่จะต้องรักษาป้องกันโดยสุดกำลังมิให้เกิดเรื่องขึ้นได้
ครั้นเกิดขึ้นแล้วควรรีบร้อนมาแจ้งต่อเจ้าพนักงานตามพระราชกำหนดกฎหมายโดยเร็ว
พระบรรฤาฯกลับเฉยเสีย ปกปิดความร้ายในแผ่นดิน
หากแต่นายหนูผู้มีความกตัญญูต่อแผ่นดินมาว่ากล่าวขึ้นจึงได้ปรากฏความ
นับว่าพระบรรฤาฯมีความผิดถึง ๒ ชั้น
ฉะนั้นจึงเพิ่มโทษปรับให้พระบรรฤาฯเสียเงินเป็นรางวัลแต่นายหนูผู้เอาความมาแจ้งอีก
เป็นเงิน ๑ ชั่ง ๑๐ ตำลึงด้วย
ครั้นถึงวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๗ ค่ำ หรือวันที่
๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๔ อีอยู่ ผู้สร้างคดีฆาตกรรมอำมหิตด้วยแรงราคะก็ต้องชดใช้กรรม
หลังจากที่เฆี่ยนหลัง ๓ ยกรวม ๙๐ ทีแล้ว ก็ถูกนำตัวไปประหารที่วัดโคก
หรือวัดพลับพลาชัย มีคนไปดูกันแน่นขนัดจนศาลาวัดหลังหนึ่งพังลงมา
แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครเป็นอันตราย
อีอยู่ถูกนำตัวไปมัดกับหลักด้วยอาการเซื่องซึมเพราะถูกมอมยามาก่อนการประหารเพื่อไม่ให้เกิดความกลัว
แต่กระนั้นก็ยังมีสติพอที่จะสำแดงเดชเป็นครั้งสุดท้าย
ขณะที่เพชฌฆาตกำลังทำพิธีอยู่นั้น อีอยู่ก็ตะโกนขึ้นว่า “ฆ่าฉันเสียเร็วๆ
ฆ่าฉันเร็วๆ .....”
มีเพชฌฆาตที่เตรียมการประหารในครั้งนี้ถึง ๖ คน
แต่เพียงดาบแรกหัวของอีอยู่ก็กระเด็นกลิ้งลงกับพื้น
และถูกนำไปเสียบประจานมิให้คนเอาเยี่ยงอย่าง
กล่าวกันว่า
หลังจากที่หัวอีอยู่ถูกตัดกระเด็นไปแล้ว ไม่มีใครเลยแม้แต่ญาติพี่น้องที่แสดงอาการสงสาร
คนที่มุงดูต่างพึมพำกันว่า “มันได้รับผลกรรมของมันแล้ว"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น